ส.พลายน้อย
เขียนเรื่อง "นามสกุล" ไว้ในหนังสือรู้ร้อยแปด เล่ม 2 ว่า คนไทยสมัยโบราณตั้งชื่อกันแบบง่ายๆ ตามลักษณะของคน เช่น อวบ ขาว ดำ
แดง หรือต้องการให้เป็นมงคลก็ชื่อ ดี หรือทองดี นาก เงิน ทอง ฯลฯ
ซึ่งเป็นชื่อสั้นๆเหมือนกันไปหมด
เมื่อชื่อไปซ้ำกัน ก็ต้องหาลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งมาเสริม เพื่อให้ต่างกันว่าเป็นคนละคน เช่นคนชื่อจุ้ย คนหนึ่งมีฟันสีขาวสะดุดตามากกว่าจุ้ยอีกคน ก็เรียกว่าจุ้ยฟันขาว นายจัน บ้านบางระจัน มีสองคน แต่คนหนึ่งมีหนวดโง้ง ก็เรียกว่า นายจันหนวดเขี้ยว
กระทั่งชื่อในพงศาวดารก็มีอย่างนี้ เช่นราชทินนามเจ้าเมือง พระยาวิชิตภักดี มีหลายคน คนหนึ่งชอบพูดคำว่า"พุทโธ" ก็เรียกว่าพระยาพุทโธ อีกคนหัวสั่นอยู่เป็นนิจ ก็เรียกว่า พระยาหัวสั่น
บางชื่อก็เพิ่มคำต่อท้าย ให้แปลกออกไป เช่น นายบุนนาคบ้านแม่ลา (เจ้าพระยาพลเทพ) นายบุญนาคตะเฆ่ทับ (เจ้าพระยายมราช)
ครั้นต่อมา คนมีความรู้มากขึ้น นิยมตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลตามวันเกิด จึงคิดสรรหาชื่อตามภาษาบาลีสันสกฤต เพื่อให้ต่างกับชื่อธรรมดาของคนอื่น แม้กระนั้น ก็ยังมีชื่อซ้ำกันอยู่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หนีหลักเดิมไม่พ้น เช่นชื่อซ้ำกันอยู่ในละแวกเดียวกัน ก็ต้องมีคำมาเสริมขยายความ เช่น นายทอง ผัวอำแดงสร้อย ยายย้อยเมียเฒ่าโพล้ง ทั้งเพื่อให้เข้าใจตรงกัน พูดถึงไม่ผิดคน
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีคนคิดแก้ปัญหา ด้วยการนำอักษรย่อ มานำหน้าชื่อ คนหนึ่งใช้คำว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ เอดิเตอร์ สยามประเภท อีกคนหนึ่งใช้ว่า ต.ว.ส.วัณณาโภ
แต่มีแปลก แหวกยุคสมัยคนหนึ่ง ชื่อนายบัว ได้รับพระราชทานทุนหลวงไปศึกษาต่างประเทศ เคยเป็นพระอภิบาลสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ คราวเสด็จไปศึกษาต่างประเทศ
ครั้งหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายบัวไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตที่ประเทศเยอรมนี
นายบัวคนนี้ ริเริ่มใช้นามสกุล โดยนำชื่อของเจ้าพระยาพลเทพ (ทองอิน) บรรพบุรุษฝ่ายมารดา มาเป็นชื่อสกุล ทองอิน
จึงถือว่า นายบัวเป็นคนแรกที่ใช้นามสกุล ก่อนที่จะมีประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล ในสมัยรัชกาลที่ 6
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้คนไทยใช้ชื่อสกุล เพื่อให้เป็นหลักในการสืบเชื้อสายของผู้ร่วมสายโลหิตที่มาจากบิดา ก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เป็นกฎหมายขึ้นใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2456 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ชื่อคนไทยทุกคน ต้องประกอบด้วยชื่อตัว และชื่อสกุล
ชื่อตัวได้แก่ ชื่ออันได้แก่เด็กตั้งแต่กำเนิด
ชื่อสกุล เป็นชื่อประจำวงศ์สกุล ซึ่งสืบเนื่องมาแต่บิดาถึงบุตร
หญิงได้ทำงานสมรสมีสามีแล้ว ให้ใช้ชื่อสกุลของสามี และคงใช้ชื่อตัว และชื่อสกุลเดิมของตนได้
เมื่อบิดาของบุคคลใดไม่ปรากฏอยู่ชั่วกาลใด บุคคลนั้นต้องใช้สกุลฝ่ายมารดาชั่วกาลนั้น
ห้ามมิให้บุคคลใดเปลี่ยนชื่อตัว ฤาชื่อสกุลของตน ฤาของบุตรหลานเหลนผู้สืบเชื้อสายตน เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาต จากเสนาบดีเจ้ากระทรวงผู้บังคับการท้องที่ทั้งในกรุงและหัวเมือง
สรุปว่า การตั้งนามสกุลครั้งนั้น ทำกันทั่วประเทศ ที่เป็นขุนนาง เป็นข้าราชการ เมื่อมีโอกาสขอพระราชทานได้ก็ขอ เรียกว่านามสกุลพระราชทาน
แต่ถ้าอยู่ตามหัวบ้านหัวเมือง เจ้าหน้าที่ตามอำเภอก็มักจะเป็นผู้ตั้งให้ ส่วนมากก็จะใช้ชื่อปู่ย่าตายายมารวมกัน หรือเอาชื่อตำบลหมู่บ้านมาตั้งรวมกับชื่อคน
ส.พลายน้อย ทิ้งท้ายว่า แม้การขอพระราชทาน ก็ต้องแจ้งนามปู่ นามบิดาให้ทรงทราบ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลตั้งนามสกุลได้อย่างเหมาะสม.
เมื่อชื่อไปซ้ำกัน ก็ต้องหาลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งมาเสริม เพื่อให้ต่างกันว่าเป็นคนละคน เช่นคนชื่อจุ้ย คนหนึ่งมีฟันสีขาวสะดุดตามากกว่าจุ้ยอีกคน ก็เรียกว่าจุ้ยฟันขาว นายจัน บ้านบางระจัน มีสองคน แต่คนหนึ่งมีหนวดโง้ง ก็เรียกว่า นายจันหนวดเขี้ยว
กระทั่งชื่อในพงศาวดารก็มีอย่างนี้ เช่นราชทินนามเจ้าเมือง พระยาวิชิตภักดี มีหลายคน คนหนึ่งชอบพูดคำว่า"พุทโธ" ก็เรียกว่าพระยาพุทโธ อีกคนหัวสั่นอยู่เป็นนิจ ก็เรียกว่า พระยาหัวสั่น
บางชื่อก็เพิ่มคำต่อท้าย ให้แปลกออกไป เช่น นายบุนนาคบ้านแม่ลา (เจ้าพระยาพลเทพ) นายบุญนาคตะเฆ่ทับ (เจ้าพระยายมราช)
ครั้นต่อมา คนมีความรู้มากขึ้น นิยมตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลตามวันเกิด จึงคิดสรรหาชื่อตามภาษาบาลีสันสกฤต เพื่อให้ต่างกับชื่อธรรมดาของคนอื่น แม้กระนั้น ก็ยังมีชื่อซ้ำกันอยู่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หนีหลักเดิมไม่พ้น เช่นชื่อซ้ำกันอยู่ในละแวกเดียวกัน ก็ต้องมีคำมาเสริมขยายความ เช่น นายทอง ผัวอำแดงสร้อย ยายย้อยเมียเฒ่าโพล้ง ทั้งเพื่อให้เข้าใจตรงกัน พูดถึงไม่ผิดคน
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีคนคิดแก้ปัญหา ด้วยการนำอักษรย่อ มานำหน้าชื่อ คนหนึ่งใช้คำว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ เอดิเตอร์ สยามประเภท อีกคนหนึ่งใช้ว่า ต.ว.ส.วัณณาโภ
แต่มีแปลก แหวกยุคสมัยคนหนึ่ง ชื่อนายบัว ได้รับพระราชทานทุนหลวงไปศึกษาต่างประเทศ เคยเป็นพระอภิบาลสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ คราวเสด็จไปศึกษาต่างประเทศ
ครั้งหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายบัวไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตที่ประเทศเยอรมนี
นายบัวคนนี้ ริเริ่มใช้นามสกุล โดยนำชื่อของเจ้าพระยาพลเทพ (ทองอิน) บรรพบุรุษฝ่ายมารดา มาเป็นชื่อสกุล ทองอิน
จึงถือว่า นายบัวเป็นคนแรกที่ใช้นามสกุล ก่อนที่จะมีประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล ในสมัยรัชกาลที่ 6
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้คนไทยใช้ชื่อสกุล เพื่อให้เป็นหลักในการสืบเชื้อสายของผู้ร่วมสายโลหิตที่มาจากบิดา ก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เป็นกฎหมายขึ้นใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2456 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ชื่อคนไทยทุกคน ต้องประกอบด้วยชื่อตัว และชื่อสกุล
ชื่อตัวได้แก่ ชื่ออันได้แก่เด็กตั้งแต่กำเนิด
ชื่อสกุล เป็นชื่อประจำวงศ์สกุล ซึ่งสืบเนื่องมาแต่บิดาถึงบุตร
หญิงได้ทำงานสมรสมีสามีแล้ว ให้ใช้ชื่อสกุลของสามี และคงใช้ชื่อตัว และชื่อสกุลเดิมของตนได้
เมื่อบิดาของบุคคลใดไม่ปรากฏอยู่ชั่วกาลใด บุคคลนั้นต้องใช้สกุลฝ่ายมารดาชั่วกาลนั้น
ห้ามมิให้บุคคลใดเปลี่ยนชื่อตัว ฤาชื่อสกุลของตน ฤาของบุตรหลานเหลนผู้สืบเชื้อสายตน เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาต จากเสนาบดีเจ้ากระทรวงผู้บังคับการท้องที่ทั้งในกรุงและหัวเมือง
สรุปว่า การตั้งนามสกุลครั้งนั้น ทำกันทั่วประเทศ ที่เป็นขุนนาง เป็นข้าราชการ เมื่อมีโอกาสขอพระราชทานได้ก็ขอ เรียกว่านามสกุลพระราชทาน
แต่ถ้าอยู่ตามหัวบ้านหัวเมือง เจ้าหน้าที่ตามอำเภอก็มักจะเป็นผู้ตั้งให้ ส่วนมากก็จะใช้ชื่อปู่ย่าตายายมารวมกัน หรือเอาชื่อตำบลหมู่บ้านมาตั้งรวมกับชื่อคน
ส.พลายน้อย ทิ้งท้ายว่า แม้การขอพระราชทาน ก็ต้องแจ้งนามปู่ นามบิดาให้ทรงทราบ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลตั้งนามสกุลได้อย่างเหมาะสม.
ที่มา : คอลัมน์ คัมภีร์จากแผ่นดิน โดย...บาราย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น