หนังสือชื่อ
วันวาร กาลเวลา และนานาศักราช ให้ความรู้ เรื่องวันวาร กาลเวลา และนานาศักราชได้หลากหลายสมชื่อ
หนังสือ
ตอนหนึ่ง ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เขียนไว้ว่า ปฏิทินโรมันดั้งเดิมมีเพียง 10 เดือน ปีหนึ่งมีเพียง 304 วัน ไม่ได้สนใจ 61 1/4 วัน ที่หายไป ต่อมา นูมา ปอมปิริอุส ผู้ปกครองโรม ได้เพิ่มเดือน January เข้าที่ต้นปี และเดือน February เข้าที่ปลายปีปฏิทิน เพื่อให้ครบ 12 เดือน
และต่อมา เมื่อปี 452 ก่อน ค.ศ. มีประกาศย้ายเดือน February มาอยู่ระหว่าง January และ March
ราว 100 ปีก่อน ค.ศ. ปฏิทินโรมันสับสนมาก ปีทางจันทรคติมีเพียง 355 วัน น้อยกว่าปีทางสุริยคติถึง 10 1/4 วัน จึงมีประกาศเพิ่มเดือนพิเศษ ซึ่งมี 27 หรือ 28 วันเข้าไป ให้ปีทางจันทรคติทันกับปีทางสุริยคติ
ปัญหาการประกาศเพิ่มเดือนพิเศษ มีผลต่อการเพิ่มหรือลดระยะเวลาดำรงตำแหน่งทาง การเมืองของข้าราชการ 46 ปี ก่อน ค.ศ. จูเลียส ซีซาร์ ได้ปฏิรูประบบปฏิทินทั้งหมด
ปฏิทินที่ปฏิรูปครั้งนี้ มีชื่อตามนาม จูเลียส ซีซาร์ เรียกว่า ปฏิทินจูเลียน
การปฏิรูปปฏิทินครั้งนี้ ให้ปีสุริยคติเป็นเกณฑ์ ถือว่าปีหนึ่งมี 365.25 วัน ปีหนึ่งมี 12 เดือน เดือนหนึ่งมี 30 หรือ 31 วัน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมี 28 วัน ในกรณีปกติ และมี 29 วัน ในทุกปีที่ 4
ปฏิทินจูเลียนยังมิได้นำมาใช้กว้างขวาง ก่อน ค.ศ.8
ราวกลาง ค.ศ.16 ราชสำนักวาติกันได้พบว่าปฏิทินจูเลียนคลาดเคลื่อนไปถึง 14 วัน ทุกๆ 128 ปี วันได้เกินมาวันหนึ่ง สันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 สั่งให้ปรับปฏิทินใหม่ให้สอดคล้องกับฤดูกาลที่เป็นจริง ประกาศใช้ปฏิทินใหม่ ใน ค.ศ.1582
หลักการปรับปฏิทินใหม่ อาศัยการคำนวณย้อนหลังไปดูว่า ดวงอาทิตย์เข้าสู่เวอร์นัล อิควิน็อกซ์ เมื่อใด ในปี ค.ศ.325 ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นปีที่มีการประชุมคริสตจักรที่นิเซีย มีประกาศให้ใช้ปฏิทินจูเลียนไปในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1582 วันรุ่งขึ้น 15 ตุลาคม ค.ศ.1582 ก็เริ่มใช้ปฏิทินที่ปรับใหม่ ซึ่งหมายความว่า เลื่อนวันให้เร็วขึ้น 10 วัน
ปฏิทินใหม่นี้ เรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรียน ทำให้ปีสุริยคติโดยเฉลี่ยมี 365.2425 วัน
หลักการปฏิทินใหม่แตกต่างไปจากเดิม จะไม่มีการเติมอธิกวารแก่เดือนกุมภาพันธ์ ของปีถ้วนร้อย ทุกปี ยกเว้นปีถ้วนร้อยนั้นจะหารด้วย 400 ได้ลงตัว เช่นปี 1600 หรือปี 2000
ทั้งยังมีการกำหนดละเอียดต่อไปว่า ปีที่หารด้วยจำนวน 4000 ลงตัวในอนาคต ถือเป็นปีปกติ (ไม่ใช่เป็นปีที่ต้องลงอธิกวาร) จะทำให้ปฏิทินคลาดเคลื่อนจากควรเป็นจริงไปเพียง 1 วัน เมื่อไปถึงปี ค.ศ. 2000
เพียงปีเดียว ปฏิทินเกรกอเรียนก็ได้รับการยอมรับของนครรัฐอิตาเลียน โปรตุเกส สเปน และแคว้นเยอรมัน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก แม้แต่แคว้นเยอรมันที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ก็รับปฏิทินใหม่
ประเทศอื่นๆก็เริ่มใช้ปฏิทินเกรกอเรียนตามลำดับ อังกฤษ และอาณานิคม เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1752 สวีเดนใช้ในปี ค.ศ. 1753 ญี่ปุ่นใช้ปี ค.ศ. 1873 จีนใช้ ค.ศ. 1921 สหภาพโซเวียต ใช้ปี ค.ศ. 1918 และกรีซใช้ในปี ค.ศ. 1923
ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เขียนถึงการตั้งคริสต์ศักราชไว้ว่า เริ่มต้นใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 754 แห่งศักราชโรมัน
ศักราชโรมัน บางท่านอธิบายว่าคำเดิมมาจากภาษาละติน แปลว่า นับแต่ปีที่ตั้งโรม ก่อนหน้าประสูติกาลของพระเยซู ให้เรียกว่า BC ส่วนปีหลังประสูติกาลพระเยซู ให้เรียกว่า AD ซึ่งแปลว่าปีแห่งพระเจ้า
มีข้อถกเถียงกันมาตลอดว่า วันเริ่มต้นศักราชน่าจะเป็นวันที่ 25 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม หรือวันที่ 25 มีนาคม หรือวันอีสเตอร์ (วันฟื้นคืนชีพพระเยซู อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน) กันแน่
บุคคลผู้เริ่มแนะให้ใช้คริสต์ศักราช หรือเป็นผู้ตั้งศักราช คือ ไอโอนิซิอุส เอซิกุอุส (มีอายุอยู่ระหว่างปี ค.ศ.500 ถึงหลักปี 525) ใน ค.ศ.525 สันตะปาปาเซนต์พอลที่ 1 มอบหมายให้เขาคำนวณวันอีสเตอร์ ทำให้เขาคิดว่า พระเยซูประสูติวันที่ 25 ธันวาคม ปี 753 AUC (ศักราชโรมัน)
แต่เนื่องจากมีธรรมเนียมถือว่า ปีใหม่เริ่มต้นในเดือนมกราคม ไอโอนิซิอุส เอซิกุอุส จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคม ปี 754 เป็นการเริ่มต้นปีที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช
แต่ไม่ได้หมายความว่า การตั้งคริสต์ศักราชจะนิยมแพร่หลายในทันที ประชาชาติในยุโรปชินกับระบบการนับกาลเวลาและศักราชแบบเก่าๆ แต่ก็ยอมรับและเริ่มใช้กันในอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.676 (พ.ศ.1219)
สำนักวาติกันผู้ให้กำเนิดคริสต์ศักราชเอง กลับไม่ใช้คริสต์ศักราชในเอกสารเป็นทางการ จนถึงสมัยสันตะปาปา จอห์น ที่ 13 (ค.ศ.965-972) จึงเริ่มใช้ ประเทศสเปนยอมรับคริสต์ศักราช เมื่อเข้าสู่ ค.ศ.ที่ 14 แล้ว.
ตอนหนึ่ง ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เขียนไว้ว่า ปฏิทินโรมันดั้งเดิมมีเพียง 10 เดือน ปีหนึ่งมีเพียง 304 วัน ไม่ได้สนใจ 61 1/4 วัน ที่หายไป ต่อมา นูมา ปอมปิริอุส ผู้ปกครองโรม ได้เพิ่มเดือน January เข้าที่ต้นปี และเดือน February เข้าที่ปลายปีปฏิทิน เพื่อให้ครบ 12 เดือน
และต่อมา เมื่อปี 452 ก่อน ค.ศ. มีประกาศย้ายเดือน February มาอยู่ระหว่าง January และ March
ราว 100 ปีก่อน ค.ศ. ปฏิทินโรมันสับสนมาก ปีทางจันทรคติมีเพียง 355 วัน น้อยกว่าปีทางสุริยคติถึง 10 1/4 วัน จึงมีประกาศเพิ่มเดือนพิเศษ ซึ่งมี 27 หรือ 28 วันเข้าไป ให้ปีทางจันทรคติทันกับปีทางสุริยคติ
ปัญหาการประกาศเพิ่มเดือนพิเศษ มีผลต่อการเพิ่มหรือลดระยะเวลาดำรงตำแหน่งทาง การเมืองของข้าราชการ 46 ปี ก่อน ค.ศ. จูเลียส ซีซาร์ ได้ปฏิรูประบบปฏิทินทั้งหมด
ปฏิทินที่ปฏิรูปครั้งนี้ มีชื่อตามนาม จูเลียส ซีซาร์ เรียกว่า ปฏิทินจูเลียน
การปฏิรูปปฏิทินครั้งนี้ ให้ปีสุริยคติเป็นเกณฑ์ ถือว่าปีหนึ่งมี 365.25 วัน ปีหนึ่งมี 12 เดือน เดือนหนึ่งมี 30 หรือ 31 วัน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมี 28 วัน ในกรณีปกติ และมี 29 วัน ในทุกปีที่ 4
ปฏิทินจูเลียนยังมิได้นำมาใช้กว้างขวาง ก่อน ค.ศ.8
ราวกลาง ค.ศ.16 ราชสำนักวาติกันได้พบว่าปฏิทินจูเลียนคลาดเคลื่อนไปถึง 14 วัน ทุกๆ 128 ปี วันได้เกินมาวันหนึ่ง สันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 สั่งให้ปรับปฏิทินใหม่ให้สอดคล้องกับฤดูกาลที่เป็นจริง ประกาศใช้ปฏิทินใหม่ ใน ค.ศ.1582
หลักการปรับปฏิทินใหม่ อาศัยการคำนวณย้อนหลังไปดูว่า ดวงอาทิตย์เข้าสู่เวอร์นัล อิควิน็อกซ์ เมื่อใด ในปี ค.ศ.325 ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นปีที่มีการประชุมคริสตจักรที่นิเซีย มีประกาศให้ใช้ปฏิทินจูเลียนไปในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1582 วันรุ่งขึ้น 15 ตุลาคม ค.ศ.1582 ก็เริ่มใช้ปฏิทินที่ปรับใหม่ ซึ่งหมายความว่า เลื่อนวันให้เร็วขึ้น 10 วัน
ปฏิทินใหม่นี้ เรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรียน ทำให้ปีสุริยคติโดยเฉลี่ยมี 365.2425 วัน
หลักการปฏิทินใหม่แตกต่างไปจากเดิม จะไม่มีการเติมอธิกวารแก่เดือนกุมภาพันธ์ ของปีถ้วนร้อย ทุกปี ยกเว้นปีถ้วนร้อยนั้นจะหารด้วย 400 ได้ลงตัว เช่นปี 1600 หรือปี 2000
ทั้งยังมีการกำหนดละเอียดต่อไปว่า ปีที่หารด้วยจำนวน 4000 ลงตัวในอนาคต ถือเป็นปีปกติ (ไม่ใช่เป็นปีที่ต้องลงอธิกวาร) จะทำให้ปฏิทินคลาดเคลื่อนจากควรเป็นจริงไปเพียง 1 วัน เมื่อไปถึงปี ค.ศ. 2000
เพียงปีเดียว ปฏิทินเกรกอเรียนก็ได้รับการยอมรับของนครรัฐอิตาเลียน โปรตุเกส สเปน และแคว้นเยอรมัน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก แม้แต่แคว้นเยอรมันที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ก็รับปฏิทินใหม่
ประเทศอื่นๆก็เริ่มใช้ปฏิทินเกรกอเรียนตามลำดับ อังกฤษ และอาณานิคม เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1752 สวีเดนใช้ในปี ค.ศ. 1753 ญี่ปุ่นใช้ปี ค.ศ. 1873 จีนใช้ ค.ศ. 1921 สหภาพโซเวียต ใช้ปี ค.ศ. 1918 และกรีซใช้ในปี ค.ศ. 1923
ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เขียนถึงการตั้งคริสต์ศักราชไว้ว่า เริ่มต้นใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 754 แห่งศักราชโรมัน
ศักราชโรมัน บางท่านอธิบายว่าคำเดิมมาจากภาษาละติน แปลว่า นับแต่ปีที่ตั้งโรม ก่อนหน้าประสูติกาลของพระเยซู ให้เรียกว่า BC ส่วนปีหลังประสูติกาลพระเยซู ให้เรียกว่า AD ซึ่งแปลว่าปีแห่งพระเจ้า
มีข้อถกเถียงกันมาตลอดว่า วันเริ่มต้นศักราชน่าจะเป็นวันที่ 25 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม หรือวันที่ 25 มีนาคม หรือวันอีสเตอร์ (วันฟื้นคืนชีพพระเยซู อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน) กันแน่
บุคคลผู้เริ่มแนะให้ใช้คริสต์ศักราช หรือเป็นผู้ตั้งศักราช คือ ไอโอนิซิอุส เอซิกุอุส (มีอายุอยู่ระหว่างปี ค.ศ.500 ถึงหลักปี 525) ใน ค.ศ.525 สันตะปาปาเซนต์พอลที่ 1 มอบหมายให้เขาคำนวณวันอีสเตอร์ ทำให้เขาคิดว่า พระเยซูประสูติวันที่ 25 ธันวาคม ปี 753 AUC (ศักราชโรมัน)
แต่เนื่องจากมีธรรมเนียมถือว่า ปีใหม่เริ่มต้นในเดือนมกราคม ไอโอนิซิอุส เอซิกุอุส จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคม ปี 754 เป็นการเริ่มต้นปีที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช
แต่ไม่ได้หมายความว่า การตั้งคริสต์ศักราชจะนิยมแพร่หลายในทันที ประชาชาติในยุโรปชินกับระบบการนับกาลเวลาและศักราชแบบเก่าๆ แต่ก็ยอมรับและเริ่มใช้กันในอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.676 (พ.ศ.1219)
สำนักวาติกันผู้ให้กำเนิดคริสต์ศักราชเอง กลับไม่ใช้คริสต์ศักราชในเอกสารเป็นทางการ จนถึงสมัยสันตะปาปา จอห์น ที่ 13 (ค.ศ.965-972) จึงเริ่มใช้ ประเทศสเปนยอมรับคริสต์ศักราช เมื่อเข้าสู่ ค.ศ.ที่ 14 แล้ว.
ที่มา : คอลัมน์ คัมภีร์จากแผ่นดิน โดย...บาราย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น