ชื่อบ้านนามเมือง
แต่ละบ้านแต่ละเมือง
มีวิวัฒนาการยาวนาน และซับซ้อน
หนังสือเล่มน้อย ชื่อบ้านนามเมืองเมืองพระประแดง นครเขื่อนขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์แจกในเทศกาลสงกรานต์ 13 เมษายน 2550 สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนถึง...ชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ได้จากบางเจ้าพระยา
สมัยโบราณยุคต้นกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้า แม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร เรียกบริเวณที่ไหลออกอ่าวไทยว่า ปากน้ำพระประแดง
เอ่ยชื่อ พระประแดง สุจิตต์อธิบายว่า คำนี้มีรากจากคำเขมร “กมรเตง”
คำกมรเตง ไม่มี “อัญ” ต่อท้าย เป็นยศเรียกพราหมณ์แบบเขมรโบราณสมัยนครธม ไม่ใช่ยศแบบไทย แต่ไทยก็ยืมมาใช้ เป็นกุมฦๅแดง หรือกรมประแดง ตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้น้อย ศักดินา 600 ในกรมพระสุรัสวดี หรือสัสดี มีหน้าที่คุมบัญชีไพร่ มี 6 ตำแหน่ง
แต่ที่มาของการเรียกชื่อเมืองพระประแดงกลับมาจากชื่อเทวรูปเขมรสององค์ ที่ขุดได้ในก้นกลองจุดที่คลองสำโรงกับคลองทับนางรวมกัน มีจารึกองค์หนึ่งชื่อ พระยาแสนตา อีกองค์ชื่อ บาทสังขกร นำมาตั้งไว้ในศาล
ชาวบ้านเรียกเทวรูปสององค์นี้ว่า กัมรเดง แต่เพี้ยนตามปากชาวสยามว่า พระประแดง
เทวรูปสององค์นี้ พระยาละแวก ช่วงเวลาที่เล่นเชิงกับสยาม กวาดต้อนผู้คนละแวกหัวเมืองชายทะเลได้แล้ว ก็นำเทวรูปสององค์กลับเขมรไปด้วย เหลือไว้เป็นอนุสรณ์แต่ชื่อ
ชื่อปากน้ำพระประแดงเรียกกันเรื่อยมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า มาเรียกกันว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ไม่เคยมีหลักฐานว่า ยุคแรกเริ่ม เรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่าอะไร ชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ลาลูแบร์ กล่าวถึงแม่น้ำสายนี้ไว้ว่า
ลำน้ำอันสวยงาม ซึ่งคนสยามเรียกว่า แม่น้ำ ไหลผ่านตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งตกทะเลกล่าวคือจากเหนือมาใต้ คำว่าแม่น้ำ มีความหมายเช่นเดียวกับแม่น้ำ อันแปลว่า ลำน้ำใหญ่
แผนที่กรุงศรีอยุธยาสมัยแรกที่ชาวยุโรปทำไว้ ลงชื่อบริเวณที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam เฉยๆ บ้าง Menam River บ้าง แสดงว่าแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ก่อนยังไม่มีชื่อเรียกว่าเจ้า พระยา แต่รับรู้กันทั่วไปว่านี่คือแม่น้ำ
ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่งมาได้ชื่อว่า “ เจ้าพระยา” ตามปากน้ำที่มีบางเจ้า พระยาตั้งอยู่
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ว่า “ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอก ทะเลห่างออกไปไกลเมืองพระประแดง จึงเรียกปากน้ำบางเจ้าพระยา ได้เห็นในจดหมายเหตุพระอุบาลีไปเมืองลงกา เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ”
สรุปว่า ตรงที่แม่น้ำสายนี้ไหลออกทะเลนั้น มีบางบางหนึ่งชื่อ “เจ้าพระยา” ซึ่งก็คือตัว เมืองสมุทรปราการปัจจุบัน ผู้คนเลยเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา เมื่อนานเข้า จึงเรียกแม่น้ำทั้งสายนี้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยา
ชื่อบางเจ้าพระยา น่าจะมาจากบรรดาศักดิ์ เจ้าพระยาคนใดคนหนึ่ง ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมปากน้ำสายนี้ โดยมีกองกำลังไพร่พลตั้งค่ายด่านตรวจตราอยู่ที่ตำบลหรือบางนี้ มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
แต่กระนั้นก็ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า เหตุใดบางนี้จึงชื่อเจ้าพระยา แล้วเจ้าพระยา คนนั้นคือใคร?
สำหรับชื่อเมืองสมุทรปราการ และอีกสองเมืองชายทะเลใกล้กัน สุจิตต์ วงษ์เทศอธิบายว่า พระสมุทรปราการ เป็นราชทินนามบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองปากน้ำ มีขึ้นเมื่อ พ.ศ.1920 พร้อมคราวเดียวกันกับพระสมุทรสาคร เมืองท่าจีน พระสมุทรสงคราม เมืองแม่กลอง
สืบมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ ยกนามเจ้าเมืองเป็นชื่อจังหวัดคือจังหวัดสมุทรปราการ (เมืองปากน้ำ) จังหวัดสมุทรสาคร (เมืองท่าจีน) และ จังหวัดสมุทรสงคราม (เมืองแม่กลอง)
หนังสือเล่มน้อย ชื่อบ้านนามเมืองเมืองพระประแดง นครเขื่อนขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์แจกในเทศกาลสงกรานต์ 13 เมษายน 2550 สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนถึง...ชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ได้จากบางเจ้าพระยา
สมัยโบราณยุคต้นกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้า แม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร เรียกบริเวณที่ไหลออกอ่าวไทยว่า ปากน้ำพระประแดง
เอ่ยชื่อ พระประแดง สุจิตต์อธิบายว่า คำนี้มีรากจากคำเขมร “กมรเตง”
คำกมรเตง ไม่มี “อัญ” ต่อท้าย เป็นยศเรียกพราหมณ์แบบเขมรโบราณสมัยนครธม ไม่ใช่ยศแบบไทย แต่ไทยก็ยืมมาใช้ เป็นกุมฦๅแดง หรือกรมประแดง ตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้น้อย ศักดินา 600 ในกรมพระสุรัสวดี หรือสัสดี มีหน้าที่คุมบัญชีไพร่ มี 6 ตำแหน่ง
แต่ที่มาของการเรียกชื่อเมืองพระประแดงกลับมาจากชื่อเทวรูปเขมรสององค์ ที่ขุดได้ในก้นกลองจุดที่คลองสำโรงกับคลองทับนางรวมกัน มีจารึกองค์หนึ่งชื่อ พระยาแสนตา อีกองค์ชื่อ บาทสังขกร นำมาตั้งไว้ในศาล
ชาวบ้านเรียกเทวรูปสององค์นี้ว่า กัมรเดง แต่เพี้ยนตามปากชาวสยามว่า พระประแดง
เทวรูปสององค์นี้ พระยาละแวก ช่วงเวลาที่เล่นเชิงกับสยาม กวาดต้อนผู้คนละแวกหัวเมืองชายทะเลได้แล้ว ก็นำเทวรูปสององค์กลับเขมรไปด้วย เหลือไว้เป็นอนุสรณ์แต่ชื่อ
ชื่อปากน้ำพระประแดงเรียกกันเรื่อยมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า มาเรียกกันว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ไม่เคยมีหลักฐานว่า ยุคแรกเริ่ม เรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่าอะไร ชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ลาลูแบร์ กล่าวถึงแม่น้ำสายนี้ไว้ว่า
ลำน้ำอันสวยงาม ซึ่งคนสยามเรียกว่า แม่น้ำ ไหลผ่านตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งตกทะเลกล่าวคือจากเหนือมาใต้ คำว่าแม่น้ำ มีความหมายเช่นเดียวกับแม่น้ำ อันแปลว่า ลำน้ำใหญ่
แผนที่กรุงศรีอยุธยาสมัยแรกที่ชาวยุโรปทำไว้ ลงชื่อบริเวณที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam เฉยๆ บ้าง Menam River บ้าง แสดงว่าแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ก่อนยังไม่มีชื่อเรียกว่าเจ้า พระยา แต่รับรู้กันทั่วไปว่านี่คือแม่น้ำ
ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่งมาได้ชื่อว่า “ เจ้าพระยา” ตามปากน้ำที่มีบางเจ้า พระยาตั้งอยู่
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ว่า “ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอก ทะเลห่างออกไปไกลเมืองพระประแดง จึงเรียกปากน้ำบางเจ้าพระยา ได้เห็นในจดหมายเหตุพระอุบาลีไปเมืองลงกา เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ”
สรุปว่า ตรงที่แม่น้ำสายนี้ไหลออกทะเลนั้น มีบางบางหนึ่งชื่อ “เจ้าพระยา” ซึ่งก็คือตัว เมืองสมุทรปราการปัจจุบัน ผู้คนเลยเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา เมื่อนานเข้า จึงเรียกแม่น้ำทั้งสายนี้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยา
ชื่อบางเจ้าพระยา น่าจะมาจากบรรดาศักดิ์ เจ้าพระยาคนใดคนหนึ่ง ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมปากน้ำสายนี้ โดยมีกองกำลังไพร่พลตั้งค่ายด่านตรวจตราอยู่ที่ตำบลหรือบางนี้ มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
แต่กระนั้นก็ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า เหตุใดบางนี้จึงชื่อเจ้าพระยา แล้วเจ้าพระยา คนนั้นคือใคร?
สำหรับชื่อเมืองสมุทรปราการ และอีกสองเมืองชายทะเลใกล้กัน สุจิตต์ วงษ์เทศอธิบายว่า พระสมุทรปราการ เป็นราชทินนามบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองปากน้ำ มีขึ้นเมื่อ พ.ศ.1920 พร้อมคราวเดียวกันกับพระสมุทรสาคร เมืองท่าจีน พระสมุทรสงคราม เมืองแม่กลอง
สืบมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ ยกนามเจ้าเมืองเป็นชื่อจังหวัดคือจังหวัดสมุทรปราการ (เมืองปากน้ำ) จังหวัดสมุทรสาคร (เมืองท่าจีน) และ จังหวัดสมุทรสงคราม (เมืองแม่กลอง)
ที่มา : คอลัมน์ คัมภีร์จากแผ่นดิน โดย...บาราย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น